ยาเเก้อาการท้องเสีย

posted on 12 Apr 2013 04:36 by yathailand
ยาเเก้อาการท้องเสีย

ท้องเสีย คือ อาการถ่ายอุจจาระเหลว ถี่ผิดปกติ จนกระทั่ง ถ่ายเป็นน้ำ คนที่ท้องเสียมักจะเหนื่อยและอ่อนเพลียมาก อาจหมดแรงและร่างกายทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีอาการถ่ายมากและคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย เพราะร่างกายต้องสูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ต่าง ๆ ไปอย่างรวดเร็ว 
 

อาการท้องเสียเกิดจากสาเหตุมากมาย เช่น
 
 1. เกิดจากความผิดปกติของอารมณ์และจิตใจ เช่น ตื่นเต้น มีความวิตกกังวล นักเรียนใกล้สอบ ต้องเดินทาง ถ้าท้องเสียจากสาเหตุนี้ มักจะเป็นไม่มากอาจบ่อยและเรื้อรัง แต่สุขภาพของร่างกายโดยทั่วไปยังคงปกติดี

2. เกิดจากการกินอาหารที่ไม่สะอาด เช่น กินผักสดที่ล้างไม่สะอาด อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารทะเลที่ไม่สด ดื่มน้ำที่ไม่สะอาดและไม่ได้ต้มสุก ฯลฯ ถ้ามีอาการท้องเสียพร้อมกันหลายๆคนในหมู่ที่กินอาหารด้วยกัน ก็มักจะมีสาเหตุมาจากอาหารเป็นพิษ ซึ่งปกติจะไม่ร้ายแรงนัก และอาจหายเองได้ โดยไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ เพียงแต่กินยาแก้ท้องเสียก็พอ ยกเว้นในรายที่กินอาหารกระป๋องที่มีพิษเนื่องจากเชื้อคอสทิเดียมเท่านั้น ที่จะมีอันตรายได้

3. ร่างกายได้รับสารเคมีที่เป็นพิษบางชนิดเกินขนาด กรณีนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เกิดจากการที่ร่างกายค่อย ๆ สะสมสารพิษนั้นไว้ในร่างกายทีละเล็กละน้อย จนถึงขนาดที่เป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการท้องเสียขึ้น บางทีเราอาจได้รับสารพิษจากอาหารที่มีสารนั้นสะสมอยู่ หรือเนื่องจากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารพิษนั้นๆ อยู่ แล้วเราค่อยๆ สูดดมเอาสารพิษนั้นเข้าไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เราพบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน ตัวอย่างสารเคมีที่เป็นพิษ เช่น ปรอท แมงกานีส ตะกั่ว ฯลฯ 

4. โรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น บิด ทัยฟอยด์ อหิวาต์, การติดโรคพยาธิบางชนิด ฯลฯ
5. กินยาบางชนิด เช่น กินยาถ่ายมากไป, ยาหลายชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ พวกแอมพิซิลลิน มีผลข้างเคียงทำให้ท้องเสียได้ 

6. อาการแพ้ของทางเดินอาหาร มักเกิดจากร่างกายของเราไม่สามารถย่อยอาหารชนิดหนึ่งชนิดใดได้ เช่น ในผู้ใหญ่ที่แพ้นมสด จะท้องเสียทุกครั้งที่ดื่มนมสด เพราะร่างกายขาดสารที่ย่อยน้ำตาลแลคโต๊สในนมได้, ในเด็กบางคนอาจแพ้นมผงบางชนิด ทำให้มีอาการท้องเสีย ทั้ง ๆ ที่การเตรียมการชงก็สะอาดถูกหลักอนามัย ต้องเปลี่ยนไปใช้นมผงชนิดอื่นแทน

7. อาการอักเสบหรือโรคเรื้อรังของทางเดินอาหาร

อาการที่ต้องนำส่งแพทย์โดยด่วน
 
1. มีอาการท้องเสียขึ้นมาทันทีอย่างรุนแรง อาเจียน แต่ไม่ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำซาวข้าว แสดงว่าเป็นโรคอหิวาต์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

2. ท้องเสียแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ตาพร่า กลืนน้ำลายไม่ได้ น้ำลายฟูมปาก หายใจไม่ออก หลังกินอาหารกระป๋อง เกิดจากพิษของคอสติเดียม ในอาหารกระป๋องนั้น ต้องรีบนำส่งแพทย์โดยด่วน ถ้าช้าอาจตายภายใน 24 ชั่วโมง 

3. ท้องเสีย แล้วมีอาการคลื่นไส้ หน้ามืด ตัวเย็น กระสับกระส่าย มีอาหารปากแห้ง หมดแรง ไม่รู้สึกตัว ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือ ในกรณีนี้ถ้าเป็นเด็ก จะสังเกตได้โดยที่เด็กจะซึมผิดปกติ ไม่ซน ถ้ามีอาการขาดน้ำมาก ๆ จะมีลักษ-ณะกระหม่อมบุ๋ม หมดแรง ผิวเหี่ยวย่น จับดูจะไม่สามารถตื่นตัวได้เร็ว

แต่ถ้าท้องเสียเพียงเล็กน้อย ไม่มีไข้ มีอาเจียนด้วยก็เล็กน้อย ไม่หอบเหนื่อย ปากไม่แห้ง ผิวไม่เหี่ยว ยังมีแรง มีสติ พอกินอาหารได้ ในเด็กก็ยังมีแรง ไม่ซึม เล่นได้ กระหม่อมไม่บุ๋ม ตาไม่ลึกโบ๋ ก็พอหายากินเองได้ แต่อาการท้องเสียควรจะดีขึ้นภายใน 2 วัน ถ้ายังไม่ดีขึ้น ควรไปหาหมอ

เมื่อมีอาการท้องเสียไม่รุนแรง ควรปฏิบัติอย่างไร
 
1. งดอาหารแข็ง อาหารรสจัด มันจัด ผัก ผลไม้ นม ถ้ายังกินได้ ก็ให้กินข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าวผสมเกลือร้อน ๆ แต่ถ้ากินไม่ได้หรือไม่อยากกิน ก็ให้ชงกลูโคลินผสมน้ำและเกลือเล็กน้อย ถ้าหาไม่ได้ ก็อาจใช้น้ำตาลทรายผสมกับเกลือก็ได้ หรืออาจดื่มน้ำชา (น้ำชาแก่ ๆ ช่วยได้มาก) ด้วยก็ได้ ในเด็ก ๆ อาจงดนมและอาหาร ให้ดื่มน้ำชา สลับกับน้ำเกลือ ซึ่งอาจเตรียมเองได้ โดยผสมเกลือครึ่งช้อนชากับน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำต้มสุก 1 ลิตร (หรือ 1 ขวดแม่โขงกลม) แบ่งให้เด็กกินแทนนม

2. ควรดื่มน้ำสะอาดที่ต้มสุกแล้ว ถ้าดื่มอุ่นได้จะยิ่งดี ไม่ควรกินน้ำแข็ง เพราะจะทำให้มีอาการปวดท้องมากขึ้นได้
3. กินยาแก้ท้องเสีย ที่จะแนะนำต่อไปดู สัก 1-2 วัน ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ก็ควรไปหาหมอ ไม่ควรกินยาเองต่อไปแล้ว 

4. อาการท้องเสีย ที่เกิดจากภาวะที่มีอารมณ์ตึงเครียด มีความวิตกกังวล ดังสาเหตุข้อแรกที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากกินยาแก้ท้องเสียแล้ว อาจกินยาไดอาซีแพม (ชนิดเม็ดละ 2 มิลลิกรัมหรือ 5 มิลลิกรัม ก็ได้ แล้วแต่จะมีความวิตกกังวลมากหรือน้อย) วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้าและก่อนนอนด้วย
 
    
              
 
ยาแก้ท้องเสียที่พอใช้เองได้1. ยาที่ช่วยดูดซับพิษของเชื้อโรค เช่น คาโอลิน มิกซ์เจอร์ (Kaolin Mixture) หรือ มิกซ์ คาโอเพคติน (Kaolin et. pectin ) ขวด 180 ซีซี. ราคา 5 บาทคาโอเพคตาล (Kaopecta)คาโอเพคเตท (Kaopectate)คาโอลีน เอท เบล (Kaolin et Bell) ขวด 180 ซีซี. ราคา 3.50 บาท คาโอเพคตาล-เอ็น
 
(Kaopectal-N) หรือ มิกซ์ เค-เพคติน-เอ็น (Mixt. K – pectin-N) ขวด 60 ซีซี. ราคา 6 บาทบิสมัสโซดา (Bismuth et. Soda) ขวด 180 ซีซี. ราคา 10.50 บาท ยาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทุกตัวออกฤทธิ์แก้ท้องเสีย โดยช่วยดูดซับพิษของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ใช้ได้ทั้งท้องเสียเนื่องจากอาหารเป็นพิษ หรือเนื่องจากการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงในคาโอลีน เอทเบล จะมีตัวยาช่วยลดอาการปวดเกร็งของลำไส้ ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้องเวลาท้องเสีย ส่วนคาโอเพคติน- เอ็นมียาปฏิชีวนะ พีโอมัยซิน ผสมอยู่ ช่วยฆ่าเชื้อโรค อาจเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งได้
 
           
วิธีใช้ เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ไม่แนะนำให้ใช้ยาเอง ควรพาไปหาหมอเด็กอายุ 6-12 เดือน ให้ครั้งละ 1/2 ช้อนชา เด็กอายุ 1-3 ขวบ ให้ครั้งละ 1 ช้อนชาเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป ให้ครั้งละ 2 ช้อนชา ทุก 4-6 ชั่วโมง จนกว่าจะหยุดถ่ายผู้ใหญ่ กินครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ทุก 4-6 ชั่วโมง จนกว่าจะหยุดถ่าย ก่อนใช้ยาทุกตัวนี้ ต้องเขย่าขวดให้ตัวยาเข้ากันดีทั่วทุกครั้ง เพราะเป็นยาแขวนตะกอนถ้าเลือกใช้ 3 ตัวแรก อาจให้กินเท่าขนาดที่ระบุไว้ข้างต้น หลังถ่ายทุก ๆ ครั้งจนกว่าจะหยุดถ่าย
 
ข้อควรระวัง ถ้าใช้ติดต่อกัน 2 วัน แล้วยังไม่หยุดถ่าย ควรไปหาหมอ และถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆ (อายุต่ำกว่า 3 ขวบ) ควรพาไปหาหมอ และไม่ควรใช้ในคนไข้ที่มีอาการอุดตันของกระเพาะ ลำไส้ที่มีอาการปวดท้อง อาเจียน กินอาหารไม่ได้เลยถ้าหยุดถ่ายดีแล้ว ก็ไม่ควรกินยาต่อ เพราะอาจทำให้ท้องผูกได้

2. ยาที่ช่วยลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ใช้แก้อาการท้องเสียที่มีอาการอาเจียน ปวดบิดท้องอย่างรุนแรง หรืออาการท้องเสียฉับพลัน และเนื่องจากอาหารเป็นพิษ ที่ไม่รุนแรงนัก แต่ช่วยฆ่าเชื้อโรค อาจให้ยาตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ร่วมกับยากลุ่มแรก เช่น คาโอลีนเพคตินได้ ยา 2 ตัวหลัง คือ โลโมติลและอิโมเดี้ยม เหมาะที่จะใช้รักษาอาหารท้องเสียในขณะที่เดินทางยาในกลุ่มนี้ไม่ควรใช้บ่อย ๆ เพราะจะติดได้ และถ้าใช้รักษาอาการท้องเสียจากการติดเชื้อ จะทำให้หายช้าลง เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้น นอกจากนี้ บางคนอาจมีอาการท้องอืด ปากแห้ง ใจสั่น ตาพร่า มึนงงได้ ถ้าอาการท้องเสียหยุดแล้ว ไม่ควรกินยาต่อ เพราะจะทำให้กลับท้องผูก และไม่ควรใช้ในหญิงมีครรภ์ 
 
 
3. ยาซัลฟา ยาซัลฟารักษาอาการท้องร่วง ท้องเสีย เนื่องจากการติดเชื้อมีอยู่ 2 ตัว เป็นยาสามัญประจำบ้านทั้งคู่ ใช้ได้ดีกับอาการท้องเสียจากการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงนัก เพราะยาซัลฟาทั้ง 2 ตัวนี้ จะออกฤทธิ์เฉพาะที่ลำไส้เท่านั้นบางคนอาจแผลยาซัลฟา โดยจะมีอาการเป็นผื่นแดง คัน คล้ายเป็นลมพิษ หรือบางทีจะเกิดมีเม็ดใส ๆ ขึ้นตามปาก ตา ทวารหนัก ช่องคลอด ถ้าพบว่ามีอาการดังกล่าว ให้หยุดยาทันทีแล้วรีบไปหาหมอ 

อย่างไรก็ตามอาการท้องเสีย ท้องร่วง เป็นอาการที่สามารถป้องกันได้ เพราะมักมีสาเหตุจากการกิน ถ้าเรารู้จักสุขอนามัยในการกิน โดยเลือกกินอาหารที่สุก สะอาด ร้อนๆ ไม่มีแมลงวัน ตอม ดื่มน้ำที่ต้มสุกแล้ว ถ้าต้องกินนอกบ้าน ก็ควรเลือกร้านที่สะอาด ถ้าจำเป็นต้องกินผัก ก็ควรล้างแล้วแช่ด้วยน้ำด่างทับทิม แล้วล้างออกให้เกลี้ยงด้วยน้ำสะอาด หลายๆครั้ง เพื่อช่วยให้ผักสะอาด และช่วยลดปริมาณยาฆ่าแมลง ที่อาจมีเหลือตกค้างอยู่ด้วย ถ้ารู้จักกินให้สะอาด และปรุงอาหารให้สุก ถูกวิธี เราก็จะปลอดภัยจากอาการท้องเสียได้ไม่ยากนัก 

ยาต่าง ๆ ที่ได้แนะนำมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้รวมถึงยารักษาอาการท้องร่วง ท้องเสีย เนื่องจากเป็นบิด ซึ่งเราจะนำมากล่าวถึงในโอกาสต่อไป
 

edit @ 16 May 2013 16:18:52 by op pa

ยารักษาเหา

posted on 05 Apr 2013 04:28 by yathailand
ยารักษาเหา
 
1.น้อยหน่า


ส่วนที่ใช้ : ใบสด หรือ เนื้อในเมล็ดสด
สรรพคุณ :

รักษาเหารักษาหิดรักษาจี๊ดวิธีและปริมาณที่ใช้

ยารักษาเหาใช้ใบสด 8-12 ใบ หรือเมล็ดที่กะเทาะเปลือกแล้วตำให้ละเอียด 4-5 ช้อนแกง นำมาผสมกับน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันถั่วพอเปียกเล็กน้อย (แฉะๆ) ชะโลมบนเส้นผมที่เป็นเหา ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง สระออกให้หมด ทำเช่นนี้ติดต่อกัน 2-3 วัน ตัวเหา และไข่จะฝ่อหมด หรืออาจจะใช้ความแรงของใบสด หรือเมล็ดน้อยหน่ากับน้ำมันมะพร้าว ความแรง 1:2ยารักษาหิดใช้ใบสดหรือเมล็ดในสด จำนวนไม่จำกัด ตำให้ละเอียด เติมน้ำมันพืชลงไปพอแฉะ ใช้ทาบริเวณที่เป็นหิดวันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะหายยารักษาจี๊ดใช้เนื้อเมล็ดสด 20 เมล็ด ตำให้ละเอียด ใช้สารส้มเท่ากับหัวแม่มือ ใส่ในฝาละมี ตั้งไฟอ่อนๆ เมื่อสารส้มละลาย ค่อยๆ โรยผงของเมล็ดน้อยหน่าลงไปทีละน้อย คนจนเข้ากันดี จากนั้นใช้ไม้ป้ายยาที่กำลังร้อนแต่พอให้ผิวหนังทนได้ ป้ายลงตรงตำแหน่งที่บวม ทำเช่นนี้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ทำหลายๆ วัน จนกว่าจะหาย ยาที่เหลือจะแข็งพอจะใช้ตั้งไฟอ่อนๆข้อควรระวัง : ถ้าใช้น้ำสกัดจากเมล็ดอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ และควรระวังอย่าให้น้ำยาเข้าตา เพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองสารเคมี

สรรพคุณ :
ผลแห้ง – รักษาโรคหิดผล – รสขม เย็นจัด ใช้แก้ร้อน ร้อนในกระหายน้ำทำให้ตาสว่าง แก้บิด ตาบวมแดง แผลบวมเป็นหนอง ฝีอักเสบเมล็ด – รสขม ชุ่ม ไม่มีพิษ แก้วัวถูกพิษใช้คั้นเอาน้ำให้กิน เป็นยากระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มพูนลมปราณ บำรุงธาตุ บำรุงกำลังใบ – แก้โรคกระเพาะ บิด แผลฝีบวมอักเสบ ขับพยาธิดอก – รสขม เย็นจัด ใช้แก้บิดราก – รสขม เย็นจัด ใช้แก้ร้อน แก้พิษ บิดถ่ายเป็นเลือด แผลฝีบวมอักเสบ และปวดฟันเถา – รสขม เย็นจัด ใช้แก้ร้อน แก้พิษ บิดฝีอักเสบ ปวดฟันวิธีและปริมาณที่ใช้
 

ผลสด – ต้มรับประทาน ครั้งละ 6-15 กรัม หรือผิงไฟให้แห้ง บดเป็นผงรับประทาน ใช้ภายนอก ตำคั้นเอาน้ำทาหรือพอกเมล็ดแห้ง – 3 กรัม ต้มน้ำดื่มใบสด – 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรือใบแห้งบดเป็นผงรับประทาน ใช้ภายนอกต้มเอาน้ำชะล้าง กอก หรือคั้นเอาน้ำทารากสด – 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้างเถาแห้ง – 3-12 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้าง หรือตำพอก

สรรพคุณ : ใช้เป็นยาแก้จี๊ด รักษาโรคกระเพาะ
ยาแก้จี๊ดใช้ผลอ่อน ไม่จำกัดจำนวน นำไปต้มหรือปิ้งไฟ ใช้ทำเป็นผักจิ้มหรือแกงส้ม รับประทานสดๆ จะได้ผลดีกว่ารักษาโรคกระเพาะใช้ผลมะเขือมอญ ตากแห้ง บดให้ละเอียด รับประทานครั้งบะ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 เวลา หลังอาหารแล้วดื่มน้ำตาม
สรรพคุณ : รักษาเหา หิด เป็นยาถอนพิษ รักษาแผลน้ำร้อนลวก รักษาโรคผิวหนัง แก้หวัด คัดจมูก ฉีดพ่นฆ่าแมลงและเพลี้ยต่างๆ ได้ผลดีวิธีและปริมาณที่ใช้

รักษาเหา – ใช้ยาฉุนหรือยาตั้ง (ใบยาสูบแก่ตากแห้ง) 1 หยิบมือ ผสมกับน้ำมันก๊าดประมาณ 3-4 ช้อนแกง ชะโลมทั้งน้ำและยาเส้นลงบนผมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วสระให้สะอาด ทำติดต่อกัน 3-4 วันเป็นยาถอนพิษ รักษาแผลน้ำร้อนลวก – ใช้ยาเส้นหรือยาตั้ง 1 หยิบมือ คลุกกับน้ำมันมะพร้าวปิดบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวก จะช่วยถอนพิษแก้หวัดคัดจมูก – ใช้ใบยาอย่างฉุนจัดๆ ผสมกับปูนแดงและใบเนียม กวนเป็นยานัตถุ์แก้หิดและโรคผิวหนัง – ใช้ยางสีดำๆ ในกล้องสูบยาของจีนใส่แต้มแผล แก้หิดได้ดีมาก ใช้เคี่ยวกับน้ำมันทารักษาโรคผิวหนังต่างๆ ได้ด้วยคุณประโยชน์ทางยา ใช้น้อย     การสูบบุหรี่โดยการเผาใบยานี้ ทำให้นิโคตินและอัลคาลอยด์อื่นๆ สลายตัว วัตถุเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นพิษขึ้นในการสูบบุหรี่ มีหลายคนแสดงว่าการสูบบุหรี่ มีอำนาจกล่อมประสาท (Soothing) แต่ไม่ใช่เนื่องจากอำนาจของนิโคติน   
 
 การสูบบุหรี่มากทำให้เจ็บคอและไอ เนื่องจากลำคอและหลอดลม อักเสบบวม ถ้าอาการแรงหน่อยจะทำให้หัวใจอ่อนและเต้นไม่สม่ำเสมอ และผ่อนสภาพประสาทส่วนกลาง ความจำไม่ดี  มือสั่น หายใจอ่อน ความดันโลหิตลดลงต่ำ เหงื่อออกมาก   
 
 แต่ถ้าเป็นคนสูบประจำ ก็จะไม่มีอาการเหล่านี้ เพราะร่างกายสามารถอ๊อกซิไดซ์นิโคตินได้พอควร คนที่สูบซิกาแรตวันละ 25 มวน จะต้องเสียสีของเม็ดโลหิตแดงไปประมาณ 25% ในคราวหนึ่ง     นิโคตินเป็นแอลคาลอยด์ชนิดน้ำ มีอยู่ในใบของยาสูบประมาณ 7% ละลายง่ายในน้ำ แอลกอฮอล์ และอีเธอร์ ใช้มากในทางเกษตรกรรม ปรุงเป็นยาฉีดแมลงและเพลี้ยต่างๆ ได้ผลดี การผสม ใช้นิโคติน 1 ส่วน สบู่อ่อน 20 ส่วน ในน้ำ 2,000 ส่วน ยานี้มีพิษแรง ใช้ระวังถูกผิวหนังจะซึมเข้าไป เป็นพิษมาก 

สรรพคุณ :  รักษาเหา รักษาหิด รักษาจี๊ด วิธีและปริมาณที่ใช้ 

ยารักษาเหาใช้ใบสด 8-12 ใบ หรือเมล็ดที่กะเทาะเปลือกแล้วตำให้ละเอียด 4-5 ช้อนแกง นำมาผสมกับน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันถั่วพอเปียกเล็กน้อย (แฉะๆ) ชะโลมบนเส้นผมที่เป็นเหา ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง สระออกให้หมด ทำเช่นนี้ติดต่อกัน 2-3 วัน ตัวเหา และไข่จะฝ่อหมด หรืออาจจะใช้ความแรงของใบสด หรือเมล็ดน้อยหน่ากับน้ำมันมะพร้าว ความแรง 1:2 ยารักษาหิดใช้ใบสดหรือเมล็ดในสด จำนวนไม่จำกัด ตำให้ละเอียด เติมน้ำมันพืชลงไปพอแฉะ
 
ใช้ทาบริเวณที่เป็นหิดวันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะหาย ยารักษาจี๊ดใช้เนื้อเมล็ดสด 20 เมล็ด ตำให้ละเอียด ใช้สารส้มเท่ากับหัวแม่มือ ใส่ในฝาละมี ตั้งไฟอ่อนๆ เมื่อสารส้มละลาย ค่อยๆ โรยผงของเมล็ดน้อยหน่าลงไปทีละน้อย คนจนเข้ากันดี จากนั้นใช้ไม้ป้ายยาที่กำลังร้อนแต่พอให้ผิวหนังทนได้ ป้ายลงตรงตำแหน่งที่บวม ทำเช่นนี้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ทำหลายๆ วัน จนกว่าจะหาย ยาที่เหลือจะแข็งพอจะใช้ตั้งไฟอ่อนๆ ข้อควรระวัง : ถ้าใช้น้ำสกัดจากเมล็ดอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ และควรระวังอย่าให้น้ำยาเข้าตา เพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองสารเคมี
 2.มะระขี้นก


ส่วนที่ใช้ : ราก เถา ใบ ดอก ผลและเมล็ด ใช้สดหรือตากแห้งเก็บไว้ใช้ ผลอาจเก็บมาหั่นเป็นท่อนๆ ตากแห้งเก็บไว้ใช้

ลักษณะยาแห้ง : เนื้อผลแห้งมีลักษณะเป็นท่อนยาวกลม เนื้อหนาประมาณ 2-8 มม. ยาว 3-15 ซม. กว้าง 0.4-2 ซม. ทั้งแผ่นมีรอยย่นขรุขระ ผิวเปลือกสีเทาออกน้ำตาล ระหว่างกลางอาจมีเมล็ด หรือรอยของเมล็ดที่ร่วงไปแล้ว เนื้อแข็งหักง่าย รสขมเล็กน้อย ยาที่ดีควรมีผิวนอกสีเขียว เนื้อในสีขาว เป็นแผ่นบางมีเมล็ดติดมาน้อย
สรรพคุณ :  
ผลแห้ง – รักษาโรคหิด  ผล – รสขม เย็นจัด ใช้แก้ร้อน ร้อนในกระหายน้ำทำให้ตาสว่าง แก้บิด ตาบวมแดง แผลบวมเป็นหนอง ฝีอักเสบ  เมล็ด – รสขม ชุ่ม ไม่มีพิษ แก้วัวถูกพิษใช้คั้นเอาน้ำให้กิน เป็นยากระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มพูนลมปราณ บำรุงธาตุ บำรุงกำลังใบ – แก้โรคกระเพาะ บิด แผลฝีบวมอักเสบ ขับพยาธิดอก – รสขม เย็นจัด ใช้แก้บิดราก – รสขม เย็นจัด ใช้แก้ร้อน แก้พิษ บิดถ่ายเป็นเลือด แผลฝีบวมอักเสบ และปวดฟันเถา – รสขม เย็นจัด ใช้แก้ร้อน แก้พิษ บิดฝีอักเสบ ปวดฟันวิธีและปริมาณที่ใช้

ผลสด – ต้มรับประทาน ครั้งละ 6-15 กรัม หรือผิงไฟให้แห้ง บดเป็นผงรับประทาน ใช้ภายนอก ตำคั้นเอาน้ำทาหรือพอกเมล็ดแห้ง – 3 กรัม ต้มน้ำดื่มใบสด – 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรือใบแห้งบดเป็นผงรับประทาน ใช้ภายนอกต้มเอาน้ำชะล้าง กอก หรือคั้นเอาน้ำทารากสด – 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้างเถาแห้ง – 3-12 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้าง หรือตำพอก
3.มะเขือมอญ(กระเจี๊ยบ)


ส่วนที่ใช้ :  ผลอ่อน
สรรพคุณ : ใช้เป็นยาแก้จี๊ด รักษาโรคกระเพาะ 
ยาแก้จี๊ดใช้ผลอ่อน ไม่จำกัดจำนวน นำไปต้มหรือปิ้งไฟ ใช้ทำเป็นผักจิ้มหรือแกงส้ม รับประทานสดๆ จะได้ผลดีกว่า รักษาโรคกระเพาะใช้ผลมะเขือมอญ ตากแห้ง บดให้ละเอียด รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 เวลา หลังอาหารแล้วดื่มน้ำตาม
4.ยาสูบ


ส่วนที่ใช้ : ใบแก่ๆ
สรรพคุณ : รักษาเหา หิด เป็นยาถอนพิษ รักษาแผลน้ำร้อนลวก รักษาโรคผิวหนัง แก้หวัด คัดจมูก ฉีดพ่นฆ่าแมลงและเพลี้ยต่างๆ ได้ผลดีวิธีและปริมาณที่ใช้

รักษาเหา – ใช้ยาฉุนหรือยาตั้ง (ใบยาสูบแก่ตากแห้ง) 1 หยิบมือ ผสมกับน้ำมันก๊าดประมาณ 3-4 ช้อนแกง ชะโลมทั้งน้ำและยาเส้นลงบนผมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วสระให้สะอาด ทำติดต่อกัน 3-4 วันเป็นยาถอนพิษ รักษาแผลน้ำร้อนลวก – ใช้ยาเส้นหรือยาตั้ง 1 หยิบมือ คลุกกับน้ำมันมะพร้าวปิดบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวก จะช่วยถอนพิษแก้หวัดคัดจมูก – ใช้ใบยาอย่างฉุนจัดๆ ผสมกับปูนแดงและใบเนียม กวนเป็นยานัตถุ์แก้หิดและโรคผิวหนัง – ใช้ยางสีดำๆ ในกล้องสูบยาของจีนใส่แต้มแผล แก้หิดได้ดีมาก ใช้เคี่ยวกับน้ำมันทารักษาโรคผิวหนังต่างๆ ได้ด้วยคุณประโยชน์ทางยา ใช้น้อย   
 
 การสูบบุหรี่โดยการเผาใบยานี้ ทำให้นิโคตินและอัลคาลอยด์อื่นๆ สลายตัว วัตถุเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นพิษขึ้นในการสูบบุหรี่ มีหลายคนแสดงว่าการสูบบุหรี่ มีอำนาจกล่อมประสาท (Soothing) แต่ไม่ใช่เนื่องจากอำนาจของนิโคติน   
 
 การสูบบุหรี่มากทำให้เจ็บคอและไอ เนื่องจากลำคอและหลอดลม อักเสบบวม ถ้าอาการแรงหน่อยจะทำให้หัวใจอ่อนและเต้นไม่สม่ำเสมอ และผ่อนสภาพประสาทส่วนกลาง ความจำไม่ดี  มือสั่น หายใจอ่อน ความดันโลหิตลดลงต่ำ เหงื่อออกมาก   
 
 แต่ถ้าเป็นคนสูบประจำ ก็จะไม่มีอาการเหล่านี้ เพราะร่างกายสามารถอ๊อกซิไดซ์นิโคตินได้พอควร คนที่สูบซิกาแรตวันละ 25 มวน จะต้องเสียสีของเม็ดโลหิตแดงไปประมาณ 25% ในคราวหนึ่ง     นิโคตินเป็นแอลคาลอยด์ชนิดน้ำ มีอยู่ในใบของยาสูบประมาณ 7% ละลายง่ายในน้ำ แอลกอฮอล์ และอีเธอร์ ใช้มากในทางเกษตรกรรม ปรุงเป็นยาฉีดแมลงและเพลี้ยต่างๆ ได้ผลดี การผสม ใช้นิโคติน 1 ส่วน สบู่อ่อน 20 ส่วน ในน้ำ 2,000 ส่วน ยานี้มีพิษแรง ใช้ระวังถูกผิวหนังจะซึมเข้าไป เป็นพิษมาก
 
 

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

posted on 27 Mar 2013 04:55 by yathailand
 ประโยชน์ของมะเขือเทศ
 
ลองนึกเล่น ๆ นะคะว่าถ้าให้เลือกพืชผักผลไม้ยอดนิยมในใจขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง ตัวเองก็คงยกคะแนนเทใจให้กับ "มะเขือเทศ" ตัวกลม ๆ สีแดงสวยที่หมู่เพื่อน ๆ ตาร้อนใส่นี่แหละค่ะ 
 


          ไม่ใช่เพราะว่าทั้งหน้าทั้งหุ่นคล้ายมะเขือเทศหรอก แต่ความดีในตัวเจ้ามะเขือเทศนี่มีมากโขต่างหากล่ะ ที่เข้าเส้นชัยชนะใจเราขาดลอย 
 


          เรื่องรสชาติจัดจ้านและสีสันแดงเด่นอันนี้คงไม่ต้องพูดถึง แต่คุณสมบัติในตัวซึ่งซุกซ่อนอยู่ที่ได้รู้มานี่สิน่าสนใจกว่ากันเยอะ เริ่มตั้งแต่อุดมไปด้วยวิตามินตัวสำคัญไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอที่บำรุงสายตา และผิวพรรณให้สวยสดใสวิตามินบีซึ่งช่วยให้ระบบต่าง ๆ ภายในตัวของเราไม่เกเรยอมทำงานได้เป็นปกติ และวิตามินซีช่วยป้องกันต้านโรคร้ายต่าง ๆ ที่จะมารังแก ทำให้ไม่นอนซมเป็นไข้ไม่สบายบ่อย ๆ แถมแคลอรีก็น้อย กินได้คล่องปากสบายใจ ไม่มีเรื่องของไขมันและน้ำหนักตัวมาทำให้หวาดหวั่น 


          แต่ที่เด็ดกว่านั้นก็คือมีการค้นพบทางการแพทย์ว่า ถ้าหมั่นใช้บริการ กินมะเขือเทศบ่อย ๆ เป็นประจำ จะเป็นทางหนึ่ง ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกคุกคามของเจ้ามะเร็งตัวร้ายให้ลดน้อยลงได้ เพราะมีสาร "ไลโคฟีน" ตัวแอนตี้ออกซิแดนท์ต้านมะเร็ง เหมือนกับเบต้าแคโรทีนที่เราคุ้นชื่อกันดี แต่ไลโคฟีนซึ่งพบมากที่สุดในมะเขือเทศลูกแดง ๆ นี้มีฤทธิ์มากกว่าคุณเบต้าฯ ตั้ง 2 เท่าเลยเชียวนะ ... ว้าว!! 

          มีให้กินตลอดปี ราคาเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋า จะเอามานึ่ง-ต้ม-ตุ๋น-ทอด เมนูไหนสไตล์อะไรก็ได้ทั้งนั้น แล้วจะไม่ไห้หลงรักเลือกมะเขือเทศเป็นขวัญใจได้ไงกัน 
 
ที่มา kapook

Categories